Print

แสงส่องใจ - ฉบับที่ ๒๐๕

sangharaja-section

sungaracha

จิตตั้งมั่นย่อมรู้ตามจริง

จิตใจนี้ เป็นประธานอยู่ในบุคคลทุกๆคน ร่างกายย่อมเป็นที่อาศัยและเป็นเครื่องมือของจิตใจ การอบรมให้เข้าถึงจิตใจ จึงเป็นการอบรมโดยตรง พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมก็มุ่งอบรมจิตใจ ดังที่ตรัสถึง จิตภาวนา คือการอบรมจิต ด้วยสมถวิธี วิธีทำจิตให้สงบตั้งมั่น และวิปัสสนาวิธี วีธีอบรมปัญญาให้รู้แจ้งเป็นจริง และได้ตรัสไว้ว่า ผู้มีจิตเป็นสมาธิตั้งมั่นย่อมรู้ตามเป็นจริง รู้อะไรตามเป็นจริง ก็คือรู้นามรูป หรือขันธ์ 5 คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้เอง   รู้อย่างไร ก็คือรู้สัจจะของนามรูปหรือของขันธ์ 5   อะไรเป็นสัจจะของนามรูป หรือขันธ์ 5 ก็คือ

อนิจจตา         ความเป็นของไม่เที่ยง
ทุกขตา          ความเป็นทุกข์
อนัตตตา         ความเป็นของไม่ใช่ตน
นี้เป็นสัจจะของนามรูปหรือของขันธ์ 5 ปรากฏอยู่ที่นามรูปหรือขันธ์ 5 นี้เอง

 

อวิชชาเป็นเครื่องกำบังสัจจะ

          อาศัยที่บุคคลมีอวิชชาความไม่รู้ในสัจจะ ตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก อุปาทานความยึดถือ คือกิเลสเหล่านี้ เป็นเครื่องกำบังสัจจะและนำให้เห็นกลับตรงกันข้าม คือให้เห็นเป็นของเที่ยง เป็นสุข เป็นอัตตา และก็ยึดถืออยู่ดั่งนั้น เพราะฉะนั้นจึงได้ตรัสสอนให้จับพิจารณาดูกิเลสที่กำลังบังเกิดขึ้นในจิตใจ บรรดากิเลสเหล่านี้ ตัณหาคือความดิ้นรนทะยานอยากจับตัวดูได้ง่าย ในเมื่อโผล่ขึ้นมา จึงได้ตรัสสอนให้จับพิจารณาดูให้รู้ให้เห็นตัณหา ความดิ้นรนของใจ ความอยากของใจที่บังเกิดขึ้น อันที่จริงก็ที่ใจนี่แหละแต่ว่าก็ให้จับพิจารณาตั้งแต่ต้นทางของใจหรือนามธรรม คืออายตนะภายในอายตนะภายนอกที่ประจวบกัน ก็เกิดความรู้สึกเห็นรูป ได้ยินเสียง เป็นวิญญาณ รูปเสียง เป็นต้น ก็มาสัมผัสถึงใจ เป็นสัมผัสแล้วก็เป็นเวทนา เป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเป็นกลางๆไม่ทุกข์ไม่สุข แล้วก็เป็นสัญญาจำหมายในรูปเสียง เป็นต้น เหล่านั้นแล้วก็เป็น สัญเจตนา ความคิดปรุงคิด แล้วก็เป็นตัณหาความดิ้นรนทะยานอยาก ในรูป ในเสียง เป็นต้นนั้นขึ้น แล้วก็เป็น วิตก ตรึก  วิจาร ตรองไปในรูป เสียง เป็นต้น ตามอำนาจของตัณหา อาการของใจดังกล่าวนี้ ย่อมมีอยู่เป็นปกติ แต่ผู้ที่ยังเป็นปุถุชนหรือแม้แต่เป็นอริยชนชั้นต้น ชั้นต่ำ ยังละอาสวะกิเลสไม่ได้ ตัณหานุสัย คือตัณหาที่นอนเนื่องอยู่ในใจก็คอยโผล่ขึ้นมา จับรูปเสียง เป็นต้น ที่ตาเห็น ที่หูได้ยิน นำจิตให้คิดนึกไปในทางที่เป็นตัณหาดังนี้เป็นสมุทัยคือเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ให้พิจารณาจับคู่ดั่งนี้ ก็จะมองเห็นว่าตัณหาในใจนี้บังเกิดขึ้นวุ่นวายในรูปที่ตาเห็น ในเสียงที่หูได้ยินเป็นต้น ตลอดจนถึงในเรื่องราวทางใจเพียงไร และโดยเฉพาะ มโน คือใจ อันเป็นอายตนะข้อที่ 6 เมื่อปล่อยให้คิดนึกเรื่องราวต่างๆ บรรดาอารมณ์และกิเลสที่เก็บไว้เป็นอนุสัย คือที่นอนจมหรือที่เป็นอาสวะ คือหมักหมม ก็จะถือโอกาสโผล่ขึ้นมายั้วเยี้ย เรื่องนั้นบ้าง เรื่องนี้บ้าง ชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ดั่งนี้เป็นเรื่องของสมุทัยทั้งนั้น เป็นเหตุก่อทุกข์เกิดทุกข์เดือดร้อนทั้งนั้น

 

ผลของการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา

          คราวนี้เมื่อมาปฏิบัติในทางดับ คือ ในศีล สมาธิ ปัญญา ดังที่ได้กล่าวแล้ว ย่อมเกิดผลดี 3 ประการ คือ

          เรื่องศีล          คือกิเลสอะไรในใจอย่างหยาบที่โผล่ขึ้นมา อันจะให้ฆ่าเขาบ้าง ให้ลักของเขาบ้าง เป็นต้น ก็ดับเสียด้วยศีล ไม่เป็นทาสของกิเลส ทำตามกิเลส   กิเลสอะไรที่กลุ้มกลัดใจ ไม่หยาบถึงกับให้ล่วงศีล ก็ดับเสียด้วยสมาธิ   กิเลสอันใดที่เป็นอย่างละเอียดอันทำให้เห็นผิด ทำให้อยากยึดถือไม่ปล่อยวาง ก็ดับเสียด้วยปัญญา   การปฏิบัติอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา ดั่งนี้ เป็นการปฏิบัติทางดับ

เรื่องสมาธิ       โดยเฉพาะผู้ปฏิบัติในสติปัฏฐานตั้งสติกำหนดพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรม ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจาก็เป็นการปฏิบัติในทางสมาธิ และปัญญาประกอบกัน แต่ในเบื้องต้น ตั้งสติกำหนดพิจารณา กาย กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกดังกล่าวแล้ว ก็เป็นการปฏิบัติที่หนักมาในทางสมาธิ เป็นอุบายทำจิตใจให้สงบตั้งมั่นจากกิเลสที่กลุ้มกลัดจิตใจทั้งหลาย กิเลสที่กลุ้มกลัดจิตใจจำพวกนิวรณ์ ก็สงบลงไป ในขณะที่จิตสงบจากนิวรณ์ อันกล่าวได้ว่าสงบจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ตัณหาจะไม่โผล่ขึ้นมาเมื่ออายตนะภายใน ภายนอก กระทบกัน เกิดความรู้เห็นรูป ได้ยินเสียง เป็นต้น ตลอดจนถึง วิตก วิจาร อยู่ในรูปเสียงเป็นต้น   ตัณหาก็จะไม่โผล่ จะปรากฏเป็นความดับความเย็นทั้งหมดในขณะเมื่อจิตสงบจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ด้วยอำนาจของสมาธิ แต่ว่ายังมีกิเลสที่เป็นอาสวะอนุสัยอันหมักดองนอนจมอยู่ เมื่อจิตออกจากสมาธิ ครั้นอายตนะภายในภายนอกกระทบกัน เกิดความรู้สึกเห็นรูปได้ยินเสียงเป็นต้น ตัณหาก็จะโผล่ขึ้นมาอีกได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องปฏิบัติทางปัญญา

เรื่องปัญญา     การปฏิบัติทางปัญญา พึงทำในเมื่อจิตสงบเป็นสมาธิ สงบจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ก็จับพิจารณาองค์ของสมาธินั่นแหละ อันใดเป็นรูปก็จับขึ้นพิจารณาโดยเป็นรูป อันใดเป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็จับขึ้นพิจารณาโดยเป็นรูป อันใดเป็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็จับขึ้นพิจารณาโดยเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นไตรลักษณ์กล่าวคือ เป็น

อนิจจะ           ไม่เที่ยง        
ทุกขะ            เป็นทุกข์ ต้องแปรปรวน
อนัตตา
           ไม่ใช่ตัวตน

ดังที่กล่าวมาแล้ว การปฏิบัติทางปัญญานี้ เมื่อทำบ่อยๆ ก็จะทำให้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจจะของขันธ์ 5 นี้ ชัดขึ้นๆ ปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริงนี่แหละเป็นเครื่องเจาะแทง อวิชชา ตัณหา อุปาทาน เจาะแทงอาสวะอนุสัย ทำให้ลดน้อยลงไป และเมื่อเป็นดั่งนี้แม้จะออกจากสมาธิ พวกตัณหาอนุสัยก็จะอ่อนกำลังลง ไม่บังเกิดขึ้นมาวุ่นวายในอารมณ์ทั้งหลายมากนัก หรือว่าเกิดขึ้น ก็สงบลงไปได้โดยง่าย เพราะว่าปัญญารู้ทันขึ้นมา กิเลสก็ตกลง แต่ถ้าปัญญาเพลากำลังอ่อนกำลัง กิเลสก็แข็งแรง เพราะฉะนั้น วิธีที่จะทำให้กิเลสอ่อนกำลังนั้น ก็ต้องทำปัญญานี่แหละให้มีกำลัง ดั่งนี้เป็นการปฏิบัติในทางดับ นิโรธคือความดับนี้ ก็ปรากฏขึ้นที่อายตนะภายในภายนอกเป็นต้น

รวมความว่า ปรากฏขึ้นที่กายและใจอันนี้นี่แหละ ปรากฏที่ ตา หู เป็นต้น อันเป็นต้นทาง จนถึง วิตก วิจาร ตรึกตรอง อันเป็นปลายทาง เมื่อตัณหาไม่บังเกิดขึ้น อาการของกายและใจเหล่านี้ ก็เป็นนิโรธ คือความดับหมด เป็นความเย็นหมด ไม่มีกิเลสอะไรบังเกิดขึ้น ไม่มีตัณหาบังเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น นิโรธ คือความดับดั่งนี้ จึงเป็นผลที่พึงปรารถนาของผู้ปฏิบัติธรรม

 

ธรรมกถาในการปฏิบัติอบรมจิต
ห้องประชุมสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย
20 มีนาคม พ.ศ.2516