Print

ดังตฤณวิสัชชนา ฉบับเปิดกรุ - ฉบับที่ ๔๕๗

 

dungtrin_cover

dungtrin_gru2a

 ดังตฤณวิสัชนา ฉบับเปิดกรุ ฉบับที่ ๔๕๗

มิถุนายน ๒๕๖๗

 

ทำอย่างไรจึงจะรักษาศีลห้าได้ครบทุกข้อ

 

ถาม – เมื่อพิจารณาศีลห้าแต่ละข้อก็ดูเหมือนว่าจะรักษาได้ไม่ยาก
แต่ในชีวิตจริงกลับรักษาให้ครบทุกข้อได้ยากมาก
ทำอย่างไรจึงจะถือศีลห้าได้ครบบริบูรณ์ด้วยความรู้สึกที่เป็นสุขได้คะ

 

ตอบ - เหตุเพราะว่าธรรมชาติของใจมันมีความติดมีความยึด
ที่เรียกว่าอุปาทาน
คำว่า "อุปาทาน" ที่ไทยเราใช้กันก็คือสำคัญผิด
แต่ในความหมายของพระธรรมจริงๆ
อุปาทานคือยึดติดถือมั่น ยึดติดอะไรผิดๆ ยึดติดอะไร
คืออาการของใจมันไปยึดไว้ มันไปแปะติดอยู่ มันมียางเหนียวอยู่
อาการของยางเหนียวเนี่ย เราคุยกันไปแล้วว่า
ไม่สามารถที่จะไปบังคับมันได้ว่าจงเหือดแห้งไป
แต่เราสามารถใส่เหตุปัจจัย
ที่จะค่อยๆ ทำให้ยางเหนียวเนี่ยคุณภาพมันเสื่อมลงได้
อย่างอันนี้ก็เช่นกัน เวลาที่เราตั้งใจว่าจะถือศีลห้าให้ครบถ้วนบริบูรณ์
แต่ใจมันไม่เอาด้วย เพราะอะไรก็เพราะว่ามันยึดติดอยู่
ยึดติดอยู่กับอาการเคยชินที่เป็นบาปที่เป็นอกุศล

 

ยกตัวอย่างเช่นเรารู้อยู่ว่าข้อมุสาวาท
มีเรื่องของการนินทาว่าร้ายอยู่ด้วย แต่เราก็อดไม่ได้
มันมีความรู้สึกว่าอยากว่าสักหน่อย
ถ้าว่าสักหน่อยตามเนื้อผ้านะ ไม่เป็นไรหรอก เอาตามที่เขาเป็นอยู่จริงๆ
แต่ว่าถ้าใส่โทสะของเราเข้ามาด้วย ใส่ความสะใจของเราเข้ามาด้วย
จนเกิดความรู้สึกรุนแรงทางใจ เกิดความรู้สึกว่าพูดไปอยากให้มันย่อยยับ
อยากให้คนอื่นเขาเกิดความเกลียดชังในตัวคนคนนั้น
อย่างนี้เรียกว่าเป็นการนินทาว่าร้ายแล้ว ผิดศีลข้อมุสาวาทแล้ว

 

อาการที่เราจะละความติดใจลงไปได้
ขั้นต้นที่สุดมันต้องมีการห้ามใจ

คำว่าการห้ามใจก็คือใช้ขันติ
อย่างที่เราคุยกันตอนแรกว่ามันคือการกดข่ม
มันคือการไม่พูด มันคือการอั้นไว้ ไม่ปล่อยให้มันออกไปจากเรา
แต่ต่อมาเราต้องมีขั้นแอดวานซ์ (
advance) ขึ้นมา
เราสังเกตด้วยตามจริง
ว่าทุกครั้งที่เรามีความกระวนกระวายอยากจะด่าใคร
มันมีความพลุ่งพล่าน มันมีความทะยาน มันมีความรู้สึกถึงอะไรมืดมน
มันมีความรู้สึกถึงกระแสอะไรร้ายๆ ที่มันเป็นลบในตัวเราอยู่


เมื่อยอมรับตามจริงว่ามันเกิดขึ้น เห็นบ่อยขึ้น
ในที่สุดจิตเกิดความฉลาดขึ้นมาเองว่าอะไรร้ายๆ อย่างนี้
จะมัวมาให้อยู่ในตัวเราขึ้นมาทำไม ปล่อยออกไปก็ได้

นี่ตรงนี้ต้องเห็นบ่อย แล้วยิ่งเห็นบ่อยเท่าไหร่
ใจมันยิ่งคลายยิ่งวาง ยิ่งอยากปล่อยออกไปมากขึ้นเท่านั้น
แต่ถ้าเห็นครั้งสองครั้ง อย่างนี้เนี่ยมันทำลายยางเหนียวไม่ได้
มันทำลายความยึดติดไม่ได้


ประเด็นก็คือเราจะเอาจริงไหมกับความต่อเนื่อง
ถ้าหากว่าเราเอาจริง เราเห็นว่ายางเหนียวตรงนี้อยู่ไปก็ไร้ประโยชน์
ตรงข้ามมันจะยิ่งทำลายเรา ทำลายจิตวิญญาณของเรา
ทำให้จิตวิญญาณของเรามันตกต่ำลง
ด้วยอาการพิจารณาเห็นโทษอย่างนี้ จนจิตเกิดความฉลาดขึ้นมา
ในที่สุดความยึดติดหรือยางเหนียวตรงนี้มันหายไปเอง
มันเสื่อมคุณภาพไปเอง
แล้วเมื่อนั้นเราจะถือศีลห้าด้วยความเต็มใจ
ด้วยความสมัครใจ ด้วยความรู้สึกเป็นสุข
แล้วมีความสบายที่จะถือนะ